+ + + เมื่อฉันแก่ตัวลง + + +

 

บทความนี้อ่านแล้วซึ้งมาก ได้แง่คิดหลายอย่าง จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วย

ในฐานะที่ตัวเองเป็นแม่ วันใดที่ลูกโตขึ้นมีความคิดเป็นของตัวเอง แม่หวังว่าลูกจะเข้าใจแม่บ้าง

ในสิ่งที่แม่เป็น ..........  

ส่วนในฐานะของลูก อ่านแล้วเก็บไว้เตือนสติตัวเอง

.................................................................

เมื่อฉันแก่ตัวลง

เรื่องนี้...เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแม้เขาจะเติบกล้า

เก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ...ความรู้เพิ่มมากขึ้นโลกใบนี้เริมเล็กลงแต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง

ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ

ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด

เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง

ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ

เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ

เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75

เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน

จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว

พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ

แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก

แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ

ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...สำหรับคนอายุ 75เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง


แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้งหน้าตาเหี่ยวย่น.....ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...

แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ


โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว

และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ

บางจานก็เค็มจัด………

บางจานก็จืดสนิท........

ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย ...

แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว

แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร….เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน ….

พอเริ่มได้พักแม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ …..

พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว

พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้ว

แม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม…..

“เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา

อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย

บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน

แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน

แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออกพอผมจะออกไปช้อปปิ้ง

แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน

พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...”

 

“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจ

ว่าแม่นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง.. ”.

ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่....ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น

แต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ....

พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา...

ในตามีแววเหม่อลอย...

โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ

“ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ…

แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา...

ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก

แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก

ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา

 แม่พูดอยู่เสมอว่า “อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ…”

ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก

ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร...

ตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น

แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก...

วางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจ

เพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

ผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก….แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย

อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้

ทันใดนั้น...
มีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา…แม่รีบเอื้อมไปหยิบ...

แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง

ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ

”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที

ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง”

ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004

เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกทีบทความนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก

ฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นทันที ....

เมื่อฉันแก่ตัวลง.....

ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น …

ขอโปรดเข้าใจฉัน…

มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด…

ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....

ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า…

ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...

ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง…

ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ…

ขอให้อดทนสักนิด…

อย่าเพิ่งขัดฉัน...

ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ... จนเธอหลับเลย

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้...

อย่าตำหนิฉันเลยนะ…

ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆได้ไหม?

ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบ...

เพื่อให้เธอยอมอาบน้ำ

ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ...

โปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน...

จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม“ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม?

ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว….

ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน…

เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่...

โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด…

ที่จริงสำหรับฉันแล้ว.....

กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก…

ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว

ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...

ไม่ต้องเสียใจ...

ขอให้เข้าใจฉัน....


สนับสนุนฉัน…ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอ...ตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

ในตอนนั้น....

ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต…

ตอนนี้....

ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต...

โปรด....ให้ความรัก...

และความอดทนต่อฉัน…

ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ....

ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....

มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉัน...

ที่มีให้กับ..........เธอ

ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ตอนนั้นแม่เดินออกมา…

ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไป

แล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไปตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว

จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้น

เป็นยันต์โชคลาภสำหรับผมและเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่

อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว

หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย ...

แต่บทความ“เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป

ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย...ถ้ามีเวลาว่างก็

แวะไปหาท่าน

หรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง ...

บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ....

ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า เราสุขสบายดี..

ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้....

ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...โปรดยิ้มให้กว้างๆและยิ้มบ่อยๆ...

แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้......เหมือนอย่างเช่นที่เรารู้สึก


“รักแม่ให้มากๆนะครับ”

…………………………………………….

ใครอ่านแล้วน้ำตาคลอ ยกมือขึ้นด้วยจ้า ..............

 

     Share

<< + + + อยากไดเอท + + +ความภูมิใจเล็ก ๆ ของแม่ >>

 

Posted on Wed 2 Feb 2011 12:41

 

 

 

 

 

 

 

หวาน...หวาน วาเลนไทน์
+ + + ทุบกระปุก + + +
+ + + งานวัดบ้านเรา + + +
+ + + รวม ๆ + + +
ความภูมิใจเล็ก ๆ ของแม่
+ + + เมื่อฉันแก่ตัวลง + + +
+ + + อยากไดเอท + + +
+ + + กินแจ่วฮ้อน / วันหยุด / ลุยดู Toy Story + + +
+ + + จันทร์ / อังคาร / พุธ / พฤหัส + + +
ของขวัญจากป้าเล็ก@เทียนหอม / เรื่องราววันหยุด
+ + + วันเกิดยายจ๋า + + +

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านแล้วไม่น้ำตาซึมค่ะ แต่ร้องให้อย่างแรงๆเลย... ชอบแอบเข้ามาอ่าน แต่ไม่เคยเม้นท์เลย นี่เป็นครั้งแรกค่ะ ไดวันนี้่ทำให้คิดถึงแม่อย่างที่สุด ... แต่ก็ไม่เสียใจค่ะ เพราะตอนที่มีแม่อยู่ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้แม่ ...แค่คิดถึงมากขึ้นกว่าทุกๆวัน ตอนอ่านบทความนี้... รักแม่ทุกๆวัน ณ. วันนี้ได้เป็นแม่คนเอง ยิ่งรักแม่มากกว่าเดิมค่ะ... ขอบคุณนะค่ะ ที่หาบทความดีๆมา ลงได ขอก๊อปไว้ให้ลูกชายด้วยนะค่ะ ... และจะมาแอบอ่านเหมือนเดิมค่ะ...
คนเป็นลูกที่วันนี้เป็นแม่   
Fri 4 Feb 2011 2:02 [2]
 

ไม่ได้น้ำตาคลอค่ะ แต่ไหลออกมาเลย

คิดถึงแม่จัง
นุ้ย   
Wed 2 Feb 2011 13:28 [1]

 

 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh